มังกรทองมาแว้วววว รูปเหมือน สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) หลวงปู่นาค เนื้อผง ปี 2495 - ปี 2500 วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานครฯ
สถานะ
รายละเอียดสินค้า
มังกรทองมาแว้วววว
รูปเหมือน
สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)
หลวงปู่นาค เนื้อผง
ปี 2495 - ปี 2500
วัดระฆังโฆสิตาราม
กรุงเทพมหานครฯ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
|
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
|
|
|---|---|
ภาพถ่าย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ถ่ายโดย หลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) เมื่อราว พ.ศ. 2410
|
|
| ส่วนบุคคล | |
| เกิด |
โต
17 เมษายน พ.ศ. 2331 |
| มรณภาพ | 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 (84 ปี) วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร ประเทศสยาม
|
| ศาสนา | พุทธ |
| ยุค | อาณาจักรรัตนโกสินทร์ตอนต้นและตอนกลาง |
| นิกาย | เถรวาท |
| สำนัก | มหานิกาย |
| ผลงานโดดเด่น | พระคาถาชินบัญชร พระสมเด็จวัดระฆัง |
| การศึกษา | |
| ฉายาทางศาสนา | พฺรหฺมรํสี |
| อาชีพ | |
| ตำแหน่งชั้นสูง | |
| ที่อยู่ | วัดระฆังโฆสิตาราม |
| ช่วงที่ดำรงตำแหน่ง | พ.ศ. 2395–2415 |
| ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้า | สมเด็จพระพนรัตน (ฤกษ์) |
| ผู้ดำรงตำแหน่งถัดมา | หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) |
| บรรพชา | พ.ศ. 2350 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม |
| ตำแหน่ง | เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม |
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เป็นพระสงฆ์ชาวไทย ดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ฝ่ายมหานิกาย ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
เป็นพระภิกษุผู้ทรงคุณูปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงตอนกลาง มีบทบาทสำคัญในด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การศึกษา และการเผยแผ่หลักพระไตรปิฎก ตั้งแต่ พ.ศ. 2395 จนถึงมรณภาพใน พ.ศ. 2415 ผลงานสำคัญของท่านครอบคลุมทั้งด้านทางธรรมและวัตถุมงคล โดยเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆัง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระเครื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นผู้ปรับปรุงและเผยแพร่พระคาถาชินบัญชรให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายสืบมาจนถึงปัจจุบัน
ประวัติ
ชาติภูมิ
ชื่อ โต สมัยนั้นยังไม่มีนามสกุลใช้ ชาตะ เวลาพระบิณฑบาต วันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก จุลศักราช 1150 (ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้แล้ว 7 ปี) ณ บ้านไก่จ้น (บ้านท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
มารดาบิดาของท่านเป็นใครไม่ทราบแน่ชัด มีผู้กล่าวประวัติของท่านในส่วนนี้แตกต่างกันไปหลายฉบับ เช่น ฉบับของพระยาทิพโกษา กล่าวว่ามารดาของท่านชื่อนางงุด บุตรของนายผลกับนางลา ชาวนาเมืองกำแพงเพชร หรือฉบับของพระครูกัลยาณานุกูล (เฮง อิฏฐาจาโร) กล่าวว่ามารดาของท่านชื่อเกตุ คนท่าอิฐ อำเภอบางโพ อย่างไรก็ดีมารดาของท่านเป็นชาวเมืองเหนือ (คำเรียกในสมัยอยุธยา) เพราะทุกแหล่งอ้างอิงกล่าวตรงกันว่ามารดาของท่านเป็นชาวเมืองเหนือแต่ได้ลงมาทำมาหากินแถบภาคกลางในช่วงหลัง
สำหรับบิดาของท่านนั้น ฉบับของพระยาทิพโกษากล่าวว่าท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งทรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าพระยาจักรี ส่วนฉบับของพระครูกัลยาณานุกูล และฉบับของตรียัมปวายกล่าวว่าท่านเป็นโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และแม้ในฉบับของตรียัมปวายจะมีข้อสันนิษฐานเพื่อยืนยันหลายข้อ แต่อย่างไรก็ตาม ประวัติทั้งสองฉบับกล่าวตรงกันเพียงว่าข้อสันนิษฐานว่าด้วยบิดาของท่านนั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าซึ่งชาวบ้านในสมัยนั้นกล่าวและเชื่อกันโดยทั่วไป
บรรพชาและอุปสมบท
เมื่อถึงวัยพอสมควรแล้ว ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. 2343 ต่อมาปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดและเมตตาสามเณรโตเป็นอย่างยิ่ง ครั้นอายุครบอุปสมบทปี พ.ศ. 2350 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวง อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีฉายานามในพุทธศาสนาว่า "พฺรหฺมรํสี" เนื่องจากเป็นเปรียญธรรมจึงเรียกว่า "พระมหาโต" มานับแต่นั้น ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดเกล้าฯ ให้รับพระมหาโตไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
จริยาวัตร
ท่านมีอุปนิสัยทำสิ่งใดตามความพอใจของตน ไม่ถือเอาความนิยมของผู้อื่นเป็นหลัก และไม่ปรารถนายศศักดิ์หรือลาภสักการะใด ๆ แม้ได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน ก็ไม่ยอมเข้าสอบเปรียญธรรม ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงตั้งท่านเป็นพระราชาคณะ แต่ท่านไม่ยอมรับ จึงคงเป็นพระมหาโตมาตลอดรัชกาล
ต่อมากล่าวกันว่าพระมหาโตได้ออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ และได้สร้างปูชนียสถานในที่ต่าง ๆ กัน เช่น สร้างพระพุทธไสยาศน์ไว้ที่วัดสะตือ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อโต วัดไชโยวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง เป็นต้น ซึ่งปูชนียสถานทุกแห่งที่ท่านสร้างจะมีขนาดใหญ่โตสมกับชื่อของท่านอยู่เสมอ การจะสร้างปูชนียสถานขนาดใหญ่เช่นนี้ล้วนแต่ต้องใช้ทุนทรัพย์และแรงงานจำนวนมากในการก่อสร้างจึงจะทำได้สำเร็จ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความศรัทธาและบารมีของท่าน ซึ่งเป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนในย่านที่ท่านได้ธุดงค์ผ่านไปอย่างชัดเจน
สมณศักดิ์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดปรานพระมหาโตเป็นอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ. 2395 พระองค์จึงได้พระราชทานตั้งสมณศักดิ์พระมหาโตเป็นครั้งแรก เป็นพระราชาคณะที่ "พระธรรมกิติ" และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ขณะนั้นท่านอายุ 65 ปี โดยปกติแล้วพระมหาโตมักพยายามหลีกเลี่ยงการรับพระราชทานสมณศักดิ์ แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ท่านต้องยอมรับพระราชทานสมณศักดิ์ในที่สุด อีก 2 ปีต่อมา (พ.ศ. 2397) ท่านจึงได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ที่ "พระเทพกระวี" หลังจากนั้นอีก 10 ปี (พ.ศ. 2407) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่ "สมเด็จพระพุฒาจารย์" มีราชทินนามตามจารึกในหิรัญบัฏว่า
สมเด็จพระพุฒาจารย์ อเนกสถานปรีชา วิสุทธศีลจรรยาสมบัติ นิพัทธุตคุณ สิริสุนทรพรตจาริก อรัญญิกคณิศร สมณนิกรมหาปรินายก ตรีปิฎกโกศล วิมลศีลขันธ์ สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร พระอารามหลวงฯ
สมณศักดิ์ดังกล่าวนี้นับเป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุดและเป็นชั้นสุดท้ายที่ท่านได้รับตราบจนกระทั่งถึงวันมรณภาพ คนทั่วไปนิยมเรียกท่านว่า "สมเด็จโต" หรือ "สมเด็จวัดระฆัง" ส่วนคนในยุคร่วมสมัยกับท่านเรียกท่านว่า "ขรัวโต"
บัตรรับประกัน
ตรวจสอบพระ
ประวัติการเสนอราคา
| ผู้ประมูล | ราคา | เวลา |
|---|---|---|
| Wu shiao Ming (80) | 440 | 04/08 16:25:39 |
| Daniel (196) | 450 | 05/08 02:51:43 |
| Wu shiao Ming (80) | 550 | 05/08 16:20:40 |
| Daniel (196) | 550 | 05/08 16:20:41 Auto |
