คุณอยู่ที่ » กระดานข่าว » ถามตอบ แท้-เก๊ » ช่วยส่องให้ด้วยครับ พระสวย

ห้องสนทนา หัวข้อ : ช่วยส่องให้ด้วยครับ พระสวย

โดยข้อความ
วิบูลย์.หัวข้อ: ช่วยส่องให้ด้วยครับ พระสวย

เมื่อ : 28 พฤษภาคม 2008, 11:08:00

User Avatar

อยากทราบรายละเอียดของพระองค์นี้ครับได้มานานมากแล้ว

1. ชื่อองค์พระ

2. พิมท์

3. ที่มา ( วัดไหน )

4. ปีที่จัดสร้าง

Top
อ๊อฟเมืองโอ่งความคิดเห็น: ตอบกลับ: ช่วยส่องให้ด้วยครับ พระสวย

เมื่อ : 28 พฤษภาคม 2008, 23:58:53

User Avatar

1.สมเด็จ อรหัง

2.พิมพ์ใหญ่

3.พระสังฆราชสุก (ไก่เถื่อน)จัดสร้าง วัดมหาธาตุยุวรังสฤษฎิ์  กทม.

ที่มา.....

ต้นกำเนิดของพระเครื่องเนื้อผงพิมพ์สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียกกันว่า "พิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก" นั้น กล่าวกันว่า ถือกำเนิดในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม

ซึ่งเชื่อกันว่า สมเด็จฯ ท่านได้ตำรับการสร้างมาจากการอ่านจารึกวัดเสด็จ ที่จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อครั้งเดินทางไปเยี่ยมญาติที่กำแพงเพชร

และทำให้ทราบว่าเมืองกำแพงเพชรมี่พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จนมีการสืบค้นหากันจนพบพระเจดีย์กรุวัดพระบรมธาตุ กระทั่งมีพระเครื่องจากกรุวัดพระบรมธาตุแตกกรุออกมาให้ชมโฉมกัน

แท้จริงในการสร้างพระเครื่องด้วยเนื้อผงแต่โบราณนั้น ที่สืบทราบพบว่ามีเพียงกรุเดียวเท่านั้น คือ พระร่วงยืนกรุวัดทัพเข้า จังหวัดสุโขทัย

จากนั้นก็ไม่พบว่ามีพระเครื่องจากกรุใด หรือพระเกจิอาจารย์ใด ได้สร้างพระเครื่องด้วยเนื้อผงอีกเลย จนในราวรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า รัชกาลที่ 4 จึงพบว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ได้สร้างพระสมเด็จพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟักขึ้นมาอย่างมีหลักฐานแน่ชัด

แต่ยังมีพระพิมพ์สี่เหลี่ยมชินฟักอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความเชื่อถือกันว่า เป็นพระเครื่องที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 4 แห่งกรุรัตนโกสินทร์ ที่เราเรียกกันว่า "พระสมเด็จอรหัง"

กระนั้นสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 10 ขึ้น 13 ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ.2365 ก่อนที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) จะสร้างพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อปี พ.ศ.2409 ภายหลังได้รับพระราชทานขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์แล้ว และสร้างเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2415 อันเป็นปีที่ท่านสิ้นชีพิตักษัย

"วันเสาร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ (ต้น) ปีวอก จุลศักราช ๑๒ (พ.ศ.๒๔๑๕) เวลา ๒ ยาม สมเด็จพระพุฒาจารย์ถึงชีพิตักษัย" (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์, จดหมายเหตุบัญชีน้ำฝน เล่ม 3 หน้า 45)

แต่ดูจากสภาพความเก่าของพระสมเด็จอรหังแล้ว พบว่า พระสมเด็จอรหังน่าจะสร้างหลังพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม แต่สร้างขึ้นก่อนพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส)

อย่างไรก็ตาม พระสมเด็จอรหัง เมื่อดูเนื้อหามวลสารและความเก่าแล้ว นักสะสมพระเครื่องต่างยอมรับว่า มีความเก่าไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว



มิเพียงเฉพาะวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์เท่านั้นหรอกที่พบพระสมเด็จอรหัง หากที่ "วัดสร้อยทอง" พระรามหก ก็มีการพบพระสมเด็จอรหัง เฉกเช่นกัน

จะต่างกันก็ตรงที่วัดสร้อยทองนั้น มีสีสัน "แดง" มิใช่เนื้อ "ขาว" เช่นวัดมหาธาตุยุวรังสฤษฎิ์ อีกทั้งด้านหลังที่จารอักขระ "อะหัง" ของวัดสร้อยทองเป็นการกดพิมพ์ลงไปบนหลังองค์พระเป็นรอยบุ๋มตัวอักขระนูน คล้ายการปั๊มตราทองของห้างทองโต๊ะกัง นักสะสมพระเครื่องจึงเรียกกันว่า "พิมพ์หลังโต๊ะกัง"และนี่จึงเป็น "ปัญหา" ให้ขบคิดกันถึงประวัติการสร้างพระสมเด็จอรหัง

พระสมเด็จอรหังเนื้อสีแดงของวัดสร้อยทอง มีประวัติที่สืบค้นหากันได้ความว่า "หลวงตากุ่ย" ซึ่งกล่าวว่าเป็นศิษย์ของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สร้างขึ้น

จึงทำให้เป็นที่ถกเถียงกันว่า แท้จริงพระสมเด็จอรหังนั้น เป็นสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สร้าง หรือหลวงพ่อตากุ่ย แห่งวัดสร้อยทอง พระรามหก ใคร สร้างกันแน่

แม้แนวโน้มจะเอนเอียงมาทางด้านสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) มากกว่าหลวงตากุ่ยก็ตามแต่ หากยังมีบางกลุ่มที่เคลือบแคลงสงสัยถึงที่มาอย่างแท้จริงของพระสมเด็จอรหังอยู่

จึงยังคงเป็นปัญหาอันต้องขบคิด และสืบค้นหลักฐานแย้งต่อกัน แม้โดยความเป็นจริงจะยากต่อการสืบสาวประวัติต่อกัน เนื่องเพราะไร้การบันทึก



กล่าวสำหรับพระอรหังพิมพ์ฐาน 3 ชั้น และพิมพ์ฐานคู่ เป็นส่วนหนึ่งในจำนวน 8 พิมพ์ทรงของสมเด็จอรหัง

โดยภาพรวมแล้วพระสมเด็จอรหัง เป็นพระเครื่องที่มีองค์พระพุทธปฏิมากรปางสมาธิ ประทับนั่งอยู่ภายในซุ้มครอบแก้ว เช่นเดียวกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม และพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม หากเส้นซุ้มครอบแก้วของสมเด็จอรหังจะมีขนาดเล็กและบางกว่า นอกจากนั้นในส่วนอื่นๆ เช่น พระเกศมาลาเป็นเส้นเรียวเล้กและคมยาวกว่าพระเกษมาลาของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม

พระพักตร์มีลักษณะกลม พระกรรณ (หู) ทั้งสองข้างเป็นเส้นเล็กนูน โดยพระกรรณ (หู) ข้างขวา จะอยู่แนบกับพระปราง (แก้ม) มากกว่าพระกรรณ (หู) ข้างซ้าย ลำพรศอ (คอ) เป็นเส้นคม พระอุระ (อก) เป็นรูปตัว V เส้นอังสะ (ผ้าสวมคล้องเฉลียงบ่า) มี 2 เส้น พระพาหา (แขน) เป็นรูปวงกลม ไม่มีการหักพระกัปปะระ (ศอก) พระเพลา เป็นรูปทรงคล้ายเรือสำเภา

สำหรับพิมพ์ฐาน 3 ชั้น มีเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรง คือ ฐาน 2 ชั้นแรกเป็นเส้นนูน ส่วนฐานชั้นล่างสุดเป็นฐานใหญ่ ขอบฐานใหญ่ทั้งขอบบนและขอบล่างจะมีเส้นคมนูนขึ้นมาจากฐานใหญ่ ที่หัวฐานด้านขวามือขององคืพระจะมีเส้นเชื่อมที่นูนขึ้นมาต่อตั้งแต่ฐานชั้นที่หนึ่งไปฐานชั้นที่สอง และเชื่อมจากฐานชั้นที่สองไปยังฐานชั้นที่สาม

ในส่วนของพระสมเด็จอรหังพิมพ์ฐานคู่ มีเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรง คือ มีฐานทั้งหมด 6 เส้น โดยฐานชั้นที่หนึ่งจะโค้งรับกับส่วนพระเพลา (หน้าตัก) องค์พระ ฐานเส้นที่สองจะโค้งรับกับฐานเส้นที่หนึ่ง และที่ปลายฐานทั้งสองด้านจะโค้งลงมาจรดเส้นฐานชั้นที่สาม ฐานเส้นที่สามจะโค้งรับกับฐานเส้นที่สองเล็กน้อย หัวฐานจะยาวจรดเส้นซุ้มครอบแก้วทั้งสองด้าน ฐานเส้นที่สี่จะขนานกับฐานเส้นที่สาม และที่หัวฐานจะโค้งเป็นเส้นคมลงมาจรดฐานเส้นที่ห้า และจรดเส้นซุ้มครอบแก้วทั้งสองด้าน ฐานชั้นที่หกจะเป็นเส้นตรงจรดขอบเส้นซุ้มครอบแก้วทั้งสองด้าน

ที่สำคัญเลยคือ ที่ปลายฐานเส้นที่หกด้านซ้ายมือขององค์พระ ฐานจะแตกเป็นเส้นคู่

พระสมเด็จอรหัง เป้นพระเครื่องที่กดพิมพ์จากแม่พิมพ์ที่ไม่มีการตัดขอบข้าง ซึ่งในแม่พิมพ์นั้นมีการปิดกรอบทั้งสี่ด้าน จึงทำให้ขอบข้างองค์พระทั้งสี่ด้านมีลักษณะของเนื้อนูนล้น เป็นเส้นขอบนูนทั้ง 4 ด้าน กลายเป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จอรหังอัตโนประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ นามเดิมว่า สุก เรียกกันว่าพระสังฆราชไก่เถื่อน ด้วยท่านมีคุณวิเศษในทางวิปัสสนา กล่าวกันว่าสามารถแผ่พรหมวิหารจนไก่ป่าเชื่อง ท่านเกิดในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ เมื่อ ณ วันศุกร์ เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช 1095 พ.ศ.2276 เดิมอยู่วัดท่าหอย คลองคูจาม กรุงเก่า

ในรัชกาลที่ 1 โปรดให้อาราธนาลงมาครองวัดราชสิทธิ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระญาณสังวร ในรัชกาลที่ 2 โปรดให้เลื่อนยศเป็นสมเด็จพระญาณสังวร

ต่อมาทรงอาราธนาให้ท่านรับเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้วโปรดให้แห่มาสถิต ณ วัดมหาธาตุ เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน 12 ขึ้น 4 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ.2363 ทรงตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น 2 ค่ำ

สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สิ้นพระชนม์เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน 10 ขึ้น 13 ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ.2365 อายุ 90 ปี.
จะต่างกันก็ตรงที่วัดสร้อยทองนั้น มีสีสัน "แดง" มิใช่เนื้อ "ขาว" เช่นวัดมหาธาตุยุวรังสฤษฎิ์ อีกทั้งด้านหลังที่จารอักขระ "อะหัง" ของวัดสร้อยทองเป็นการกดพิมพ์ลงไปบนหลังองค์พระเป็นรอยบุ๋มตัวอักขระนูน คล้ายการปั๊มตราทองของห้างทองโต๊ะกัง นักสะสมพระเครื่องจึงเรียกกันว่า "พิมพ์หลังโต๊ะกัง"และนี่จึงเป็น "ปัญหา" ให้ขบคิดกันถึงประวัติการสร้างพระสมเด็จอรหัง

พระสมเด็จอรหังเนื้อสีแดงของวัดสร้อยทอง มีประวัติที่สืบค้นหากันได้ความว่า "หลวงตากุ่ย" ซึ่งกล่าวว่าเป็นศิษย์ของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สร้างขึ้น

จึงทำให้เป็นที่ถกเถียงกันว่า แท้จริงพระสมเด็จอรหังนั้น เป็นสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สร้าง หรือหลวงพ่อตากุ่ย แห่งวัดสร้อยทอง พระรามหก ใคร สร้างกันแน่

แม้แนวโน้มจะเอนเอียงมาทางด้านสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) มากกว่าหลวงตากุ่ยก็ตามแต่ หากยังมีบางกลุ่มที่เคลือบแคลงสงสัยถึงที่มาอย่างแท้จริงของพระสมเด็จอรหังอยู่

 

พอทราบมาเท่านี้ อะครับ อิอิ

ส่วนตัวดูว่า พระไม่แท้ นะครับ

Top
NaiJEABความคิดเห็น: ตอบกลับ: ช่วยส่องให้ด้วยครับ พระสวย

เมื่อ : 29 พฤษภาคม 2008, 10:47:37

User Avatar

เหมือนกัน

พระไม่แท้ครับ


_________________________________________
ได้ซื้อมือถือตกน้ำ4999บ.กับจรรยาบรรณผู้ตั้งประมูล ไปอ่านกัน http://www.dd-pra.com/forum/detail/61457/ ทุกวันนี้ยังตั้งประมูลยมือถือตกรุ่นอยู่เลย
Top
วิบูลย์.ความคิดเห็น: ตอบกลับ: ช่วยส่องให้ด้วยครับ พระสวย

เมื่อ : 30 พฤษภาคม 2008, 8:54:48

User Avatar

อยากให้มาดูของจริงครับ

 

Top